DFPP คืออะไร

DFPP หรือ Double Filtration Plasmapheresis คือ เทคโนโลยีการฟอกเลือดและกรองสารพิษระดับเซลล์ขั้นสูง โดยใช้ระบบการกรองพลาสมา 2 ขั้นตอน เพื่อแยกเอาของเสีย ไขมันอันตราย (เช่น คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) แอนติบอดีที่ผิดปกติ และสารก่อการอักเสบ ออกจากกระแสเลือด ก่อนนำเลือดที่สะอาดกลับคืนสู่ร่างกาย 

DFPP ช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง?

DFPP (Double Filtration Plasmapheresis) เป็นการบำบัดที่ช่วยกรองแยกสารบางชนิดออกจากพลาสมาในเลือด เช่น แอนติบอดีหรือโปรตีนขนาดใหญ่ โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น 

  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองบางชนิด 

  • โรคทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันบางประเภท 

  • ภาวะไขมันหรือโปรตีนบางชนิดในเลือดสูงผิดปกติ 

  • โรคหรือภาวะอื่น ๆ ตามข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของแพทย์ 

Motto

กรองไวรัส กรองของเสีย

คอเลสเตอรอล สารก่อภูมิแพ้
กรองมลพิษ กรองเลือดให้สะอาด



ใครบ้างที่เหมาะและไม่เหมาะกับการทำ DFPP?

ผู้ที่เหมาะกับการทำ DFPP

  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพโดยรวม: เช่น ผู้ที่อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ต้องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หรือเตรียมตัวฉีด PRP และ STEM CELL

  • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน: เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรค SLE โรคภูมิแพ้ตัวเอง 

  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด: เช่น โรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหลอดเลือดตีบ 

  • ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง: เช่น โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ 

  • ผู้ที่มีระดับโปรตีนในเลือดสูง: เช่น ผู้ที่มีภาวะเลือดมีโปรตีนมาก (Hyperproteinemia) 

  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อ: เช่น ไวรัสเฮชไอวี ไวรัสตับอักเสบบีและซี  

DFPP (Double Filtration Plasmapheresis) 

DFPP ทำงานอย่างไร?

DFPP ใช้วิธีการกรองเลือด 2 ชั้น โดยแยกส่วนของพลาสมา (Plasma) ซึ่งเป็นของเหลวในเลือดออกจากส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด จากนั้นพลาสมาที่แยกออกมานี้จะถูกนำไปผ่านตัวกรองอีกครั้ง เพื่อกำจัดสารพิษ ของเสีย สารก่อภูมิแพ้ และโปรตีนที่ไม่พึงประสงค์ 

ผู้ที่ไม่เหมาะกับการทำ DFPP 

  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย 

  • ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง 

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร 

  • ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง 

  • ผู้ที่มีโรคติดเชื้อรุนแรง 

  • ผู้ที่แพ้ยาหรือสารละลายที่ใช้ในการทำ DFPP: เช่นผู้ที่มีอาการแพ้ไข่ หรือ แพ้อัลบูมีน  

หลังทำ DFPP ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

หลังทำ DFPP ต้องดูแลตัวเองอย่างไร? 

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย 

  • พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมากในช่วงแรก 

  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ชา หนาวสั่น หรือมีเลือดออกบริเวณที่ทำหัตถการ 

  • ดูแลบริเวณที่เจาะเส้นเลือดตามคำแนะนำของทีมแพทย์ 

  • รับประทานยาและมาตรวจติดตามตามแผนการรักษา 

หลักการทำงานของ DFPP

แยกพลาสมา: เลือดจะถูกนำไปผ่านตัวกรองแรกซึ่งจะแยกพลาสมาออกจากส่วนประกอบอื่นๆ ของเลือด 

กรองพลาสมา: พลาสมาที่แยกออกมาจะถูกกรองผ่านตัวกรองอีกครั้งเพื่อกำจัดสารพิษ ของเสีย และโปรตีนที่ไม่พึงประสงค์ 

คืนพลาสมาใหม่: เลือดที่ผ่านการกรองจะถูกนำกลับเข้าสู่ร่างกายโดยเติม 

พลาสมาใหม่ที่สะอาดและปลอดสารพิษเข้าไปแทนที่ 

ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำ DFPP?

ก่อนทำ DFPP ควรเตรียมตัวดังนี้

  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่ใช้ ประวัติแพ้ยา และข้อมูลสุขภาพที่สำคัญ 

  • ตรวจร่างกายและตรวจเลือดตามที่แพทย์กำหนด เพื่อประเมินความพร้อม เช่นตรวจ G6PD เป็นต้น  

  • รับประทานอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ หากไม่ได้รับคำสั่งให้งดอาหาร 

  • พักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการรักษา 

  • สวมเสื้อผ้าที่สบายและสะดวกต่อการทำหัตถการ 

  • เตรียมเวลา เนื่องจากการทำ DFPP อาจใช้เวลาหลายชั่วโมง 

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

  • การเตรียมตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับโรคและแผนการรักษาของแพทย์ 

DFPP ใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาในการทำ DFPP แตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยทั่วไปอาจใช้เวลาประมาณ 2–4 ชั่วโมงต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับ 

  • ปริมาณเลือดและพลาสมาที่ต้องผ่านกระบวนการกรอง 

  • สภาพร่างกายของผู้ป่วย 

  • แผนการรักษาที่แพทย์กำหนด 

จำนวนครั้งที่ต้องทำขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละคน 

DFPP มีผลข้างเคียงหรือความเสี่ยงอะไรบ้าง?

DFPP เป็นหัตถการที่ต้องดำเนินการโดยทีมแพทย์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ โดยอาจมีความเสี่ยง เช่น 

  • เวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออ่อนเพลีย 

  • ชาหรือรู้สึกเสียวซ่า จากการเปลี่ยนแปลงระดับแคลเซียมในเลือด 

  • ความดันโลหิตต่ำระหว่างทำหัตถการ 

  • คลื่นไส้หรือไม่สบายตัว 

  • มีเลือดออกหรือช้ำบริเวณที่เจาะเส้นเลือด 

  • ความเสี่ยงจากการใช้สายสวนหลอดเลือด เช่น การติดเชื้อ (ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้) 

หากมีอาการผิดปกติหลังทำ ควรแจ้งแพทย์หรือทีมดูแลทันที เพื่อประเมินและให้การดูแลอย่างเหมาะสม