Mineral make up

จุดเริ่มต้นของmineral make up เริ่มในช่วงประมาณกลางยุค ค.ศ. 1970s มีบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางค์ในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ชูประเด็นนี้ โดยใช้คำว่าmineral make up กับแป้งที่มีส่วนผสมบางอย่างเป็นแร่ธาตุ เช่น titanium dioxide หรือ zinc oxide เพื่อให้มีคุณสมบัติปกปิดริ้วรอย และไม่ใส่น้ำหอม สีเคมี และสารกันบูดที่ใช้ในเครื่องสำอางค์ทั่วๆไปในยุคนั้น ทำให้มีเนื้อบางเบา เป็นธรรมชาติ ก่อสิวอุดตันและอาการแพ้น้อยกว่าการใช้สารเคมีตัวเดิมในการทำรองพื้น หลังจากนั้นคำว่า mineral ก็เป็นที่นิยมอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสของการบริโภคและการดูแลตัวเองโดยใช้ของที่มาจากธรรมชาติ

ส่วน Mineral นั้น หมายถึง แร่ธาตุ เป็นสารที่ต้นกำเนิดไม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต จริงๆแล้วแร่ธาตุก็เป็นสารเคมีที่รวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มก้อน เช่น ดินสอพองเป็นแร่ธาตุที่มีส่วนประกอบหลักก็คือ แคลเซียมคาร์บอเนต รวมกับแร่ธาตุอื่นๆ แต่เปรียบเทียบกับกรดผลไม้ที่เป็นสารเคมีที่ได้จากการสกัดพืชโดยวิธีทางเคมี

ที่จริงการใช้แร่ธาตุมีมานานแต่อาจจะไม่ได้นำมาใช้ในการโฆษณา เช่น titaniam , zinc ที่ผสมอยู่ในแป้งและครีมต่างๆมากมาย สีบางชนิดที่ใช้ผสมในแป้งก็สกัดมาจากหิน แร่ธาตุส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ แต่แร่ธาตุบางอย่างเป็นผลผลิตจากจากอุตสาหกรรม เช่น bismuth oxychloride เป็นผลพลอยได้ของการผลิตทองแดงและตะกั่ว ใช้ผสมลงในเครื่องสำอางค์ที่ทำให้มีประกายคล้ายมุก ฉะนั้นแร่ธาตุไม่ได้หมายถึงธรรมชาติเสมอไป

เครื่องสำอางค์ที่อ้างว่าเป็น mineral โดยทั่วน่าจะหมายถึงมีส่วนผสมบางอย่างเป็นแร่ธาตุ เช่น mica ในแป้ง titaniam หรือ zinc ที่ใช้เป็นสารกันแดด หรือ mineral oil ที่ใช้ในแป้งเพื่อให้ติดทนแทนสารเคมีที่ใช้ผสมเป็นรองพื้น เพราะฉะนั้นmineral make up แต่ละชนิด ต่างยี่ห้อก็อาจจะไม่เหมือนกันแล้วแต่ว่าใช้แร่ธาตุตัวไหน เพื่อจุดประสงค์อะไร ผู้บริโภคตองอานฉลากและส่วนประกอบเสมอ

ส่วนเรื่องการแพ้ ในวิธีการผลิตคงต้องเลี่ยงสารเคมีบางชนิดที่พบว่าแพ้บ่อยๆ เครื่องสำอางค์ที่อ้างว่าแพ้น้อยมักจะไม่ใส่น้ำหอม (ในส่วนผสมจะใช้คำว่า fragrance ไม่ใช่ perfume) เลี่ยงสารกันบูด เป็นต้น สารบางอย่างที่เป็นแร่ธาตุก็มีผลข้างเคียงน้อยกว่าสารเคมีดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่คงต้องดูเป็นตัวๆไป

Previous
Previous

หนีให้ไกลมะเร็งผิวหนัง

Next
Next

แค่ผิวสัมผัส ….....ก็อาจเกิดผื่น